no right click


Friday, May 20, 2011

ตอนที่ 9. The Aftermath I: ผลพวง ห่วงใย พาทรมาน

ตอนที่ 9. The Aftermath I: ผลพวง ห่วงใย พาทรมาน

“นี่ลูกชายกับลูกสะใภ้ฉันยังไม่ลงมากันอีกรึ”
เสียงคุณหญิงอรวราซึ่งนั่งรับประทานอาหารเช้าอยู่เพียงลำพังเอ่ยถามวันเพ็ญ ซึ่งยืนให้บริการอยู่ใกล้ๆ และมันก็เข้าทางแม่บ้านสาวยิ่งนัก เพราะสายโด่งป่านนี้แล้ว ยังไม่เห็นทั้งนายเหมืองและนังมุกตาภา
วันเพ็ญอยู่ในอาการเคียดแค้นสุมอกมาเป็นเวลาเกือบเดือน เพราะหล่อนไม่อาจเข้าถึงตัวนายเหมืองที่รักได้ ตั้งแต่มีหัวหอกมานั่งเป็นก้างชิ้นโต และหล่อนดีใจจนแทบจะปิดไม่มิด เมื่อคุณหญิงอรวรากำลังจะเดินทางกลับไปกรุงเทพวันนี้ แล้วหล่อนก็จะได้เริ่มแผนกำจัดมารขวางใจของหล่อนให้พ้นทางต่อ
“ยังเลยค่ะ งั้นเพ็ญไปดูให้นะคะ ไม่รู้จะไม่สบายเป็นอะไรกันหรือเปล่า”
หล่อนตอบอย่างบ่าวที่ดี พลางปรี่ตรงไปยังบันได ทว่าน้ำเสียงดั่งนางพญาก็ดังห้ามไว้
“ไม่ต้องหรอก หล่อนจะเข้าไปขัดเวลาความสุขของผัวเมียเขาทำไม ป่านนี้อาจจะกำลังผลิตหลานให้ฉันอุ้มอยู่ก็ได้”
คนอยากได้หลานสะกัดเอาไว้ ไม่ใช่แค่ต้องการห้ามเท่านั้น แต่มันคือคำเตือนเป็นนัยๆ จากคนที่รู้ตื้นลึกหนาบางอย่างท่าน ทำไมท่านจะดูไม่ออกว่าแม่วันเพ็ญนั่นหวังจะเป็นใหญ่เพียงใด แต่ของอย่างนี้ มันไม่มีวันเกิดขึ้นแน่ และท่านจะต้องเตือนพวกหวังใหญ่ ว่าอย่าได้คิดไปไกลเกินเอื้อม
“หล่อนเป็นแค่บ่าว ไม่ต้องไปยุ่งเรื่องมุ้งหมอนเจ้านายเขาหรอก”

ตอนที่ 8. Love or Lust: เมาพิษรัก พิศวาสร้อน

ตอนที่ 8. Love or Lust: เมาพิษรัก พิศวาสร้อน

วันเสาร์ต่อมา งานเลี้ยงฉลองมงคลสมรสขนาดย่อมๆ ก็ถูกจัดขึ้นตรงบริเวณลานหน้าบ้าน และมันเป็นไปตามคำของเมืองแมนทุกอย่าง นอกจากข้าวปลาอาหารที่มีครบครันแล้ว ยังมีคณะหนังตะลุงและโนราห์ชื่อดังมาเล่นให้ชาวบ้านและคนงานประจำเหมืองได้ดูกันอย่างสนุกสนานเปรมปรีดิ์
มีความสุขกันถ้วนหน้าทั้งผู้มาร่วมงาน รวมทั้งเจ้าภาพอย่างคุณหญิงอรวราและมุกตาภาผู้เป็นเจ้าสาว
ยกเว้นเจ้าบ่าวของงาน ซึ่งนั่งเงียบ ไม่พูดไม่จากับใคร และกระดกเหล้าเข้าปากราวกับน้ำเปล่า...
มุกตาภาลอบสังเกตอาการสามีที่มีท่าทีเปลี่ยนไปตั้งแต่ช่วงเย็น เขาเงียบ ขรึม และไม่พูดอะไรกับเธอสักคำ ปกติเขาก็ชอบทำหน้าตาเครียดขรึม แต่มันไม่ใช่อย่างที่เขาแสดงอยู่ในขณะนี้ เพราะเขาดูเหมือนคนอมทุกข์ หรือกำลังคิดอะไรอย่างหนัก โดยไม่คิดสนใจสิ่งรอบข้างเลยสักนิด
จนเมื่อเวลาล่วงเลย แขกเหรื่อที่มาร่วมงานเริ่มเบาบาง หนังตะลุงโนราห์ปิดโรงเลิกเล่น และหนังตาของเธอก็เริ่มหนักอึ้ง มุกตาภาจึงเดินไปลาสามีเพื่อขึ้นไปพักผ่อนตามคุณหญิงอรวราซึ่งหนีไปก่อนหน้าแล้ว
“มุกขอตัวก่อนนะคะคุณเอิร์ธ” เธอเดินเข้าไปบอกสามีซึ่งนั่งทำหน้าเครียดอยู่กับสมาชิกในวงเหล้าของเขา
ทว่าดูเหมือนเขาไม่ได้สนใจกับคำบอกกล่าวของเธอสักนิด มุกตาภาจึงได้แต่เดินขมวดคิ้วขึ้นไปนอนตามลำพัง ปล่อยให้สามีนั่งสังสรรค์กับคนงานอีกจำนวนนึง ซึ่งยังตั้งวงดื่มเหล้ายาที่มีให้บริการอย่างมากมายหลากหลายชนิด ชนิดที่ดื่มกันทั้งคืนก็ไม่หมด

อิศม์เดชยกเครื่องดื่มมึนเมากรอกผ่านเรียวปากแดงได้รูปแก้วแล้วแก้วเล่า โดยไม่สนใจว่านี้คืองานเลี้ยงฉลองสมรสของตัวเองเลยสักนิด ไม่สนใจผู้คนที่มาร่วมงาน ไม่สนใจเพื่อนนั่งร่วมวง และไม่สนใจภรรยาที่โดนทิ้งให้นั่งหง่าวอยู่กับวงของสาวๆ ในเหมือง
ชายหนุ่มดื่มหนักราวกับคนที่ต้องการดื่มเพื่อให้ลืมอะไรสักอย่าง
ทว่าภาพที่ต้องการจะลืม... มันกลับปรากฏเด่นชัด ยิ่งมีปริมาณแอลกอฮอล์ในตัวมากเท่าใด หูของเขาก็ได้ยินแต่น้ำเสียงหวานที่เขาคุ้นเคยมาช้านานดังชัดเจนขึ้นเท่านั้น
นั่นเพราะอิศม์เดชเฝ้าวนเวียนคิดถึงคำขอคืนดีของซาแมนต้า ภรรยาเก่าที่หอบผ้าหอบผ่อนรวมทั้งลูกสาวตัวน้อยวัยไม่ถึงขวบหนีเขาไปเมื่อห้าปีก่อน และเพิ่งโทรมาหาเขาก่อนหน้าที่เขาจะเดินออกมาร่วมงานเลี้ยงพอดี แล้วมันก็เป็นสาเหตุใหญ่ให้เขาดื่มเหล้าจนเมาหัวราน้ำอยู่ในขณะนี้
ไม่ว่าเสียงเพลงจะดังขนาดไหน เสียงผู้คนจะเซ็งแซ่เพียงใด อิศม์เดชไม่ได้ยิน...
สิ่งที่ดังก้องอยู่ในหูของเขาคือถ้อยคำเจือสะอื้นที่เขาเพิ่งได้ยินจากปากภรรยาเก่าเท่านั้น
‘เอิร์ธคะ แซมขอโทษ แซมผิดเอง แซมรักคุณ เรากลับมาเป็นเหมือนเดิมได้มั้ยคะ’

ตอนที่ 7. Bedroom Thrill: ผักชีโรยหน้า พาเมียเข้าหอ

ตอนที่ 7. Bedroom Thrill: ผักชีโรยหน้า พาเมียเข้าหอ

‘วันนี้ย้ายเข้าไปอยู่ห้องฉันด้วย’
นั่นเป็นคำสั่งสั้นๆ จากสามีในนาม แต่มันทำให้หัวใจมุกตาภาเต้นกระหน่ำรัวเร็วราวกับนั่งรถไฟเหาะตีลังกาอยู่เป็นนาน...
คนเจ้าอำนาจบาตรใหญ่ทิ้งท้ายไว้ที่โต๊ะอาหาร ก่อนเข้าไปทำงานในเหมืองตามปกติ มุกตาภาได้แต่มองตามหลังอย่างคับแค้นใจ เขาเห็นเธอเป็นอะไร วันก่อนยังระเริงรักอยู่กับแม่บ้านวันเพ็ญอยู่เลย วันนี้จะเรียกหาตัวเธอให้ไปบริการ
หัวเด็ดตีนขาด เธอก็ไม่ยอม...
ไม่ใช่แค่นั้น เขายังด่าสาดเสียเทเสียว่าเธอสกปรก จนเขาไม่คิดอยากจะแตะต้อง แล้วตอนนี้หวังจะมากลืนน้ำลายตัวเองน่ะหรือ ไม่มีทาง...
หลังจากเกิดเหตุการณ์ที่ตลาดนัดครานั้น มุกตาภาก็ทำตัวห่างเหิน หมางเมินกับสามีมาตลอด หลบได้เป็นหลบ หลบไม่พ้นก็พูดเท่าที่จำเป็น ส่วนตัวเขาก็เองก็ไม่ได้มีทีท่าอยากจะเสวนากับเธอเท่าใดนัก ที่สำคัญไม่เคยคิดจะพูดดีๆ หรือแม้แต่เอ่ยคำขอโทษกับเธอสักคำ และนี่ก็จะครบสองอาทิตย์แล้ว สถานการณ์ระหว่างทั้งสองก็ยังไม่ดีขึ้น...

Wednesday, May 18, 2011

ตอนที่ 6. The Jealousy: หวง ห่วง หึง (โหด)

ตอนที่ 6. The Jealousy: หวง ห่วง หึง (โหด)

“ขนมครกนี่ขายยังไงคะ... ข้าวเหนียวสังขยาอันนี้ล่ะคะ...แล้วฝรั่งกิโลละเท่าไหร่คะ ...มะม่วงละคะ...อูย ชมพู่ก็น่าทาน...”
และอีกหลากหลายคำถามที่มุกตาภาพูดคุยสอบถามจากพ่อค้าแม่ขายไปตลอดทางที่เธอเดินผ่าน เห็นอะไรน่ากินเธอก็ซื้อไว้เต็มไม้เต็มมือ บางอย่างก็ตั้งใจจะซื้อไปฝากคนที่เหมือง จนมือเล็กๆ นั้นแทบจะรับเอาไว้ไม่ไหวแล้ว
มุกตาภาเดินเลือกจับจ่ายซื้อของกินของใช้อย่างเพลิดเพลิน สองขาเล็กยังเดินตรงไปข้างหน้าอย่างไม่มีหยุด จนไปถึงท้ายๆ ตลาด ซึ่งผู้คนก็เริ่มเบาบางลง ร้านค้าก็น้อยลง เธอจึงหันหลังเพื่อกลับไปหาเมืองแมนและภรณ์ทิพย์ที่ร้านข้าวต้มตรงด้านหน้าตลาดนัดนี้
ทว่าจังหวะการเดินของเธอก็สะดุดลง เมื่อมีชายรูปร่างสูง ติดไปทางหนาเทอะทะมายืนขวางทางตรงหน้า และเธอก็เดินชนร่างใหญ่นั้นเข้าอย่างจัง จนเกือบล้มหงายหลัง
“ขอโทษค่ะ” มุกตาภาเงยหน้าขึ้นบอกอย่างรู้สึกผิด เพราะมัวแต่เดินดูของ ไม่ยอมดูทาง
ทว่าเมื่อได้เห็นหน้าคนตรงหน้าชัดๆ และสายตาคมโลมเลียไปตามเรือนร่างของเธอ  หญิงสาวก็รีบเดินเลี่ยงไปอีกทางเพื่อเดินหนีไปให้ไกลๆ แต่ไม่ว่าเธอจะก้าวหลบไปทางซ้ายหรือขวา เขาก็จะก้าวตามมาดักเธอเอาไว้ทุกครั้ง
มิหนำซ้ำด้านหลังร่างใหญ่ยังมีลูกสมุนร่างยักษ์คอยยืนเป็นกำแพง บังร่างเล็กเสียมิด ปิดหนทางไม่ให้เธอเดินผ่านไปได้ด้วย
 “ขะ ขอโทษค่ะ ช่วยกรุณาหลีกทางให้ด้วยค่ะ” เธอกัดฟันขอด้วยน้ำเสียงแข็งๆ ทว่าไม่ห้วนเกินไป ไม่แสดงสีหน้าท่าทางความหวาดกลัวให้เขาเห็น แต่มันคงปิดไม่มิด ในเมื่อนัยน์ตาของเธอวาววับและตื่นตระหนกอยู่เช่นนี้
“หวัดดีน้องสาวคนสวย”
สิงห์ ลูกชายกำนันและเป็นนักเลงหัวไม้ประจำถิ่นทักทายด้วยน้ำเสียงกรุ้มกริ่ม ยกมือหนาอวบขึ้นไล้ตรงแก้มใสของมุกตาภา สายตาคมกริบกวาดสำรวจร่างเล็กที่อยู่ในชุดเสื้อยืดกางเกงขาสั้นนั่นอย่างหื่นกระหาย

ตอนที่ 5. Affectionately revealed: เปิดตัว เปลือยใจ ก่อนเปลือยกาย

ตอนที่ 5. Affectionately revealed: เปิดตัว เปลือยใจ ก่อนเปลือยกาย

หญิงสาวร่างเล็กกะทัดรัดเดินร้องเพลงสุดโปรดออกมาจากห้องน้ำขนาดเล็ก ในห้องแถวที่ตนอาศัยอยู่บุพารีและสร้างไว้สำหรับคนงานในเหมืองโดยเฉพาะ ร่างน้อยมีผ้าขนหนูผืนใหญ่พันโดยรอบ หยดน้ำเกาะพร่างพราวตามตัว
ใบหน้านวลของเธอเล็กจุ๋มจิ๋ม ดวงตากลมโตใสแป๋ว ยิ่งทำให้เธอดูน่ารักน่าเอ็นดูมากยิ่งขึ้น ความสูงก็คงไม่เกิน 160 เซ็นติเมตรด้วยซ้ำ หากดูแล้วสมสัดสมส่วน ดูดีมีน้ำมีนวลไปทั้งตัว...
ผิวของเธอขาวใสเพราะเธอไม่ใช่คนปักษ์ใต้แต่กำเนิด บิดามารดาซึ่งเป็นคนอีสานย้ายมาปลูกรกรากอยู่ทางใต้และสมัครทำงานกับที่นี่มานาน จึงเรียกได้ว่าเธอเติบโตมากับเหมืองแห่งนี้ก็ว่าได้
ภรณ์ทิพย์คือชื่อของเธอ... มารดาตั้งให้เพราะเธอเกิดในปีที่ ปุ๋ย ภรณ์ทิพย์ได้รับตำแหน่งนางงามจักรวาลและอยากให้ลูกสาวตัวเองงามงดเหมือนสาวที่สวยที่สุดโลกด้วย และเธอก็สวยงามน่ารักอย่างที่หวังจริงๆ
ชื่อเล่นของเธอคือมะนาว นิสัยเด็กสาวเปรี้ยวยิ่งกว่ามะนาวลูกใดๆ ในโลกนี้ และถึงจะเป็นสาวร่างเล็กตามพันธุกรรมแต่ทรวดทรงองค์เอวของเธอก็ไม่เล็กตามรูปร่างเลยสักนิด เพราะหน้าอกหน้าใจของเธอไม่ใช่ไซส์ของมะนาว แต่เป็นแตงโม ส้มโอ หรือไม่ก็มะพร้าวต่างหาก
ภรณ์ทิพย์หยิบกางเกงยีนส์ขาสั้นและเสื้อสายเดี่ยวสีเลือดหมูจากตู้เสื้อผ้าขึ้นสวมใส่ ก่อนเดินมายืนหมุนสำรวจความสวยงามของตัวเองในกระจกตรงฝาบ้าน แป้งพัฟจากในกระเป๋าถือสีสดถูกยกขึ้นมาตบไปทั่วๆ หน้า ด้วยท่าทีราวกับตนกำลังเป็นพรีเซ็นเตอร์สินค้าตัวนี้อยู่ จากนั้นลิปกลอสมันก็ถูกยกขึ้นมาแตะๆ ตรงกลีบปากอิ่มเพิ่มประกายความงามวิ้งๆ หอมหวานรสผลไม้ยามต้องจูจุ๊บกับหนุ่มในดวงใจ
ภรณ์ทิพย์ยิ้มหวาน ทำตาหวานเจี๊ยบ ก่อนทำปากจู๋ราวกับกำลังจุ๊บอยู่กับหนุ่มคนเดียวในดวงใจ... หนุ่มที่เธอทั้งรักและเทิดทูนมาแต่ไหนแต่ไร...
หญิงสาวเพิ่งเรียนจบมากจากวิทยาลัยราชภัฎประจำจังหวัด ในสาขาบัญชี นายเหมืองหนุ่มหล่อแต่หล่อน้อยกว่าชายในดวงใจของเธอ บอกกับเธอไว้นานแล้ว ว่าให้เธอมาทำงานกับที่นี่ได้ทันทีหลังเรียนจบ...
นอกจากงานแล้ว ภารกิจที่เธอตั้งใจจะทำให้บรรลุเป้าหมายจากนี้ไปคือ...
‘เผด็จศึกพี่แมน’ หัวหน้าคนงานคนแกร่ง คนดี คนเดียวในหัวใจเธอ...
และเธอจะต้องทำให้สำเร็จ ก่อนที่จะมีชะนีนางไหนมาคาบผู้ชายของเธอไป
ภรณ์ทิพย์มาดมั่น ยิ้มพราย คล้ายยั่วยวน ก่อนเดินกรีดกรายออกไปพบพี่แมนสุดหล่อของเธอด้วยหัวใจพองโต...

ตอนที่ 4. Sparkling Zone: คนชอบแกล้ง แกล้งคนกลัว จนใจ (ตัว) ไหวหวั่น

ตอนที่ 4. Sparkling Zone: คนชอบแกล้ง แกล้งคนกลัว จนใจ (ตัว) ไหวหวั่น

“นายเหมืองเป็นอะไร มีอะไรไม่สบายใจเหรอครับ”
เมืองแมนตัดสินใจถามนายตัวเองออกมา ขณะที่พวกเขาทั้งคู่นั่งทานอาหารเที่ยงร่วมกับคนงานคนอื่นๆ ที่โรงอาหารเพราะวันนี้ทั้งวัน อิศม์เดชทำตัวราวกับคนไม่อยู่กับร่องกับรอย เรียกครั้งเดียวไม่เคยหัน ต้องเรียกสองหรือสามครั้งขึ้นไป
และที่สำคัญ ดันคำนวณสัดส่วนของวัตถุระเบิดที่ใช้ในการระเบิดหินผิดเสียด้วย นี่ถ้าเขาซึ่งเป็นวิศวกรเหมืองแร่โดยตรงไม่ตรวจเช็คให้แน่ใจอีกครั้ง คงได้หามคนงานส่งโรงพยาบาลกันเป็นทิวแถว เพราะจำนวนวัตถุระเบิดที่ถูกใส่ไปมากเกินไป และจะทำให้การระเบิดหินกระเด็นออกไปเป็นวงกว้างกว่าที่กำหนดไว้นั่นเอง
คนฟังสะอึก หน้าตาตื่นไปเพียงแว้บเดียว แต่ก็เปลี่ยนไปสีหน้าขรึมของเขาตามปกติ
“เปล่า ไม่มีไรนี่”
คนมีอะไรในใจปฏิเสธเสียงเรียบ ตักแกงส้มกุ้งมะละกอ และไข่เจียวหมูสับใส่จาน แล้วทำทีทานอย่างเอร็ดอร่อย
“ก็เห็นเหม่อๆ ยังไงชอบกล” เมืองแมนพึมพำ ก่อนล้อคนหน้าขรึมด้วยน้ำเสียงซุกซน หน้าตาก็เจ้าเล่ห์รู้ทัน
“เฮ้ย หรือว่านายหญิงไม่ให้เข้าหอวะ”
เมืองแมนเปลี่ยนสถานะจากลูกจ้างเป็นเพื่อนสนิท พูดเล่นกับอิศม์เดช ซึ่งเขาทำไม่บ่อยนัก เมื่อวานมาถึงก็ยังดูปกติดีนี่ แต่พอผ่านเมื่อคืนมา นายเหมืองหนุ่มทำท่าราวกับคนมีเรื่องให้คิดอยู่ในใจตลอด
“ไอ้แมน เดี๋ยวนี้หัดเล่นหัวเจ้านายมึงหรือไง”
อิศม์เดชแกล้งขึ้นเสียงต่อว่า ทั้งๆ ที่จริงแล้ว ไม่ได้มีนัยสำคัญในคำพูดของเขาสักนิด กว่าห้าปีที่ต้องร่วมฝ่าฟันอุปสรรค ทำธุรกิจเหมืองหินปูนแห่งนี้ด้วยกันมา เมืองแมนรู้ดีว่าอิศม์เดชไม่เคยคิดว่าเขาเป็นลูกจ้างเลย หากเป็นเพื่อนคู่ทุกข์คู่ยากต่างหาก

ตอนที่ 3. Eliminating Plan I: หน้าซื่อใจคด หน้าสลดเพราะสามี

ตอนที่ 3. Eliminating Plan I: หน้าซื่อใจคด หน้าสลดเพราะสามี

รถกระบะขับเคลื่อนสี่ล้อเคลื่อนเขาจอดสนิทตรงลานหน้าบ้านไม้สักสองชั้นหลังใหญ่ที่มีบริเวณบ้านกว้างขวางและสวยงามร่มรื่นด้วย สวนดอกไม้นานาพันธุ์ซึ่งปลูกไว้อย่างสวยงามรอบๆ ตัวบ้าน หลังบ้านก็มีห้วยน้ำขนาดย่อมไหลผ่าน ยิ่งเพิ่มให้บ้านหลังนี้ดูชุ่มชื่นและน่าอยู่อีกขึ้นเป็นกอง
อิศม์เดชขยับตัวด้วยความเมื่อยขบ เพราะขับรถตรงมายังเหมืองโดยไม่หยุดพักที่ไหนอีกเลย จึงทำให้เขามาถึงเหมืองในเวลาหกโมงเช้าของเช้าวันต่อมา
ใบหน้าคมเข้มหันไปมองภรรยาสาวที่ยังนอนขดตัวหลับปุ๋ย ไม่มีทีท่าว่าจะตื่นขึ้นมารับรู้ว่าได้เดินทางถึงที่หมายแล้ว เรียวปากได้รูปกระตุกยิ้มอย่างเอ็นดูคนขี้เซา มือหนายกขึ้น หวังเอื้อมไปปลุกให้เธอตื่นขึ้น เพื่อให้หญิงสาวไปนอนต่อให้สบายๆ ในห้องนอน ทว่ามือที่เกือบแตะเข้ากับท่อนแขนกลมกลึงก็ชะงักค้างในอากาศ
อิศม์เดชเปลี่ยนใจ เพราะไม่อยากจะแสดงให้อีกฝ่ายรู้ว่า ตัวเขาเองก็ใส่ใจในตัวเจ้าสาวเช่นกัน ที่ผ่านมาเขาก็รู้สึกผิดกับความรู้สึกในใจพอแล้ว
ร่างสูงใหญ่ถึง 185 เซ็นติเมตรจึงเปิดประตูรถออกมายืนยืดเส้นยืดสายอยู่ข้างๆ ตัวรถแทน  โดยไม่หันไปสนใจคนที่ยังหลับไม่รู้เรื่องอยู่ในรถอีกต่อไป และถึงจะเหนื่อยล้า แต่เขาก็พร้อมจะเข้าไปดูงานในเหมืองซึ่งปล่อยให้เมืองแมนดูแลคนเดียวอยู่เป็นนานแล้ว
ช่วงขายาวที่กำลังจะเดินตรงไปยังออฟฟิศซึ่งถูกสร้างอยู่ไม่ไกลกับตัวบ้านต้องหยุดอยู่กับที่ เมื่อเสียงแหลมหวานดังมาก่อนตัวของวันเพ็ญ แม่บ้านที่คอยดูแลอาหารการกิน ทำความสะอาดบ้าน รวมทั้งให้ความสุขกับเขาในยามที่เขาเรียกใช้เรียกหาด้วย
“นายเหมือง กลับมาแล้วหรือคะ”
คนที่ทะเยอทะยานหวังเลื่อนขั้นเป็นนายหญิงของเหมืองแห่งนี้มานานนมปรี่เข้าเกาะกอดร่างใหญ่เอาไว้อย่างออดอ้อนออเซาะ
“เหนื่อยไหมคะ ให้เพ็ญเตรียมน้ำอุ่นให้อาบนะคะ นายเหมืองจะได้สบายตัว”
เสียงหวานพรั่งพรูออกมาไม่ขาดสาย สายตาหวานฉ่ำก็มองคนตรงหน้าอย่างทั้งรักทั้งหลงและศรัทธาถวายหัวให้
หล่อนต้องหักห้ามใจไม่ให้แสดงสีหน้าเกลียดชังยามหันไปมองคนที่จะมาแย่งนายเหมืองไปจากหล่อนในรถนั่น เพราะสำหรับนายเหมืองแล้ว หล่อนก็เป็นแค่ข้ารับใช้แสนซื่อสัตย์ที่ไม่ว่าเขาจะหยิบยื่นอะไรมาให้ หล่อนก็น้อมรับไว้ด้วยความเต็มใจ
ทว่าความจริงแล้วไม่ใช่ หล่อนจะไม่มีวันปล่อยให้นายเหมืองรูปหล่อเงินหนักคนนี้ตกไปเป็นของหญิงอื่นใดเป็นอันขาด แม้จะต้องแลกด้วยชีวิตหล่อนก็ยอม...
 “ไม่เหนื่อย ฉันจะไปดูงาน” อิศม์เดชแกะมือที่เกาะแข้งเกาะขาเขาอยู่ออกอย่างรำคาญ ก่อนบอก โดยไม่มองหน้าหล่อนเลยสักนิด