ตอนที่ 8. Love or Lust: เมาพิษรัก พิศวาสร้อน
วันเสาร์ต่อมา งานเลี้ยงฉลองมงคลสมรสขนาดย่อมๆ ก็ถูกจัดขึ้นตรงบริเวณลานหน้าบ้าน และมันเป็นไปตามคำของเมืองแมนทุกอย่าง นอกจากข้าวปลาอาหารที่มีครบครันแล้ว ยังมีคณะหนังตะลุงและโนราห์ชื่อดังมาเล่นให้ชาวบ้านและคนงานประจำเหมืองได้ดูกันอย่างสนุกสนานเปรมปรีดิ์
มีความสุขกันถ้วนหน้าทั้งผู้มาร่วมงาน รวมทั้งเจ้าภาพอย่างคุณหญิงอรวราและมุกตาภาผู้เป็นเจ้าสาว
ยกเว้นเจ้าบ่าวของงาน ซึ่งนั่งเงียบ ไม่พูดไม่จากับใคร และกระดกเหล้าเข้าปากราวกับน้ำเปล่า...
มุกตาภาลอบสังเกตอาการสามีที่มีท่าทีเปลี่ยนไปตั้งแต่ช่วงเย็น เขาเงียบ ขรึม และไม่พูดอะไรกับเธอสักคำ ปกติเขาก็ชอบทำหน้าตาเครียดขรึม แต่มันไม่ใช่อย่างที่เขาแสดงอยู่ในขณะนี้ เพราะเขาดูเหมือนคนอมทุกข์ หรือกำลังคิดอะไรอย่างหนัก โดยไม่คิดสนใจสิ่งรอบข้างเลยสักนิด
จนเมื่อเวลาล่วงเลย แขกเหรื่อที่มาร่วมงานเริ่มเบาบาง หนังตะลุงโนราห์ปิดโรงเลิกเล่น และหนังตาของเธอก็เริ่มหนักอึ้ง มุกตาภาจึงเดินไปลาสามีเพื่อขึ้นไปพักผ่อนตามคุณหญิงอรวราซึ่งหนีไปก่อนหน้าแล้ว
“มุกขอตัวก่อนนะคะคุณเอิร์ธ” เธอเดินเข้าไปบอกสามีซึ่งนั่งทำหน้าเครียดอยู่กับสมาชิกในวงเหล้าของเขา
ทว่าดูเหมือนเขาไม่ได้สนใจกับคำบอกกล่าวของเธอสักนิด มุกตาภาจึงได้แต่เดินขมวดคิ้วขึ้นไปนอนตามลำพัง ปล่อยให้สามีนั่งสังสรรค์กับคนงานอีกจำนวนนึง ซึ่งยังตั้งวงดื่มเหล้ายาที่มีให้บริการอย่างมากมายหลากหลายชนิด ชนิดที่ดื่มกันทั้งคืนก็ไม่หมด
อิศม์เดชยกเครื่องดื่มมึนเมากรอกผ่านเรียวปากแดงได้รูปแก้วแล้วแก้วเล่า โดยไม่สนใจว่านี้คืองานเลี้ยงฉลองสมรสของตัวเองเลยสักนิด ไม่สนใจผู้คนที่มาร่วมงาน ไม่สนใจเพื่อนนั่งร่วมวง และไม่สนใจภรรยาที่โดนทิ้งให้นั่งหง่าวอยู่กับวงของสาวๆ ในเหมือง
ชายหนุ่มดื่มหนักราวกับคนที่ต้องการดื่มเพื่อให้ลืมอะไรสักอย่าง
ทว่าภาพที่ต้องการจะลืม... มันกลับปรากฏเด่นชัด ยิ่งมีปริมาณแอลกอฮอล์ในตัวมากเท่าใด หูของเขาก็ได้ยินแต่น้ำเสียงหวานที่เขาคุ้นเคยมาช้านานดังชัดเจนขึ้นเท่านั้น
นั่นเพราะอิศม์เดชเฝ้าวนเวียนคิดถึงคำขอคืนดีของซาแมนต้า ภรรยาเก่าที่หอบผ้าหอบผ่อนรวมทั้งลูกสาวตัวน้อยวัยไม่ถึงขวบหนีเขาไปเมื่อห้าปีก่อน และเพิ่งโทรมาหาเขาก่อนหน้าที่เขาจะเดินออกมาร่วมงานเลี้ยงพอดี แล้วมันก็เป็นสาเหตุใหญ่ให้เขาดื่มเหล้าจนเมาหัวราน้ำอยู่ในขณะนี้
ไม่ว่าเสียงเพลงจะดังขนาดไหน เสียงผู้คนจะเซ็งแซ่เพียงใด อิศม์เดชไม่ได้ยิน...
สิ่งที่ดังก้องอยู่ในหูของเขาคือถ้อยคำเจือสะอื้นที่เขาเพิ่งได้ยินจากปากภรรยาเก่าเท่านั้น
‘เอิร์ธคะ แซมขอโทษ แซมผิดเอง แซมรักคุณ เรากลับมาเป็นเหมือนเดิมได้มั้ยคะ’